อี้จิง กับ คอมพิวเตอร์ จริงไหมที่คอมพิวเตอร์เกิดได้เพราะอี้จิง?
เคยเห็นโพสต์ที่แชร์กันว่า "คอมพิวเตอร์เกิดได้เพราะอี้จิง" ไหม? ประโยคนี้วนกลับมาในฟีดเกือบทุกปี บางโพสต์ไปไกลถึงขั้นบอกว่าคนจีนโบราณคิดเลขฐานสองไว้ก่อนฝรั่งสามพันปี และโลกดิจิทัลทั้งหมดก็แค่ "หยิน-หยาง" ในร่างใหม่ ฟังแล้วก็ภูมิใจแทนศาสตร์ตะวันออกอยู่ไม่น้อย
แต่ในฐานะคนที่ศึกษาอี้จิงและโหราศาสตร์จีนอย่างจริงจัง เราอยากชวนมาดูหลักฐานกันก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ เพราะเรื่องจริงน่าสนใจกว่าเรื่องเล่าเสียอีก มีนักปรัชญาเยอรมัน มีบาทหลวงฝรั่งเศสในราชสำนักจักรพรรดิคังซี มีจดหมายที่ใช้เวลาเดินทางเกือบปีครึ่ง และมีความบังเอิญทางคณิตศาสตร์ที่ทำให้คนเก่งที่สุดคนหนึ่งของยุโรปตื่นเต้นจนรีบส่งบทความไปตีพิมพ์ภายในหนึ่งสัปดาห์
คำตอบสั้นๆ คือ อี้จิงกับคอมพิวเตอร์เชื่อมโยงกันจริง แต่ไม่ใช่แบบที่แชร์กัน บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่ว่าศาสตร์อี้จิงคืออะไร ทำไมโครงสร้างของมันถึงตรงกับเลขฐานสองแบบเป๊ะๆ ไปจนถึงว่าคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้อ่านบทความนี้อยู่ ต้องขอบคุณใครอีกบ้าง
อี้จิง คืออะไร ทำไมถึงถูกโยงกับคอมพิวเตอร์
อี้จิง (易經) หรือ "คัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลง" คือหนึ่งในคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดของจีน มีรากย้อนไปเกือบสามพันปีถึงสมัยราชวงศ์โจว ตัวคัมภีร์หลักจึงมีอีกชื่อว่า "โจวอี้" (周易) ในยุคแรกใช้เป็นตำราเสี่ยงทาย ก่อนที่นักปราชญ์รุ่นหลัง ทั้งสายขงจื๊อและสายเต๋า จะเขียนอรรถาธิบายเพิ่มเติมจนกลายเป็นคัมภีร์ปรัชญาที่ว่าด้วยกฎของการเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติและชีวิตคน
ถ้าคุณเคยเห็นแผ่นปากั้วแปดเหลี่ยมติดหน้าบ้านหรือหน้าร้านในย่านเยาวราช เคยดูดวงจีน หรือเคยได้ยินคำว่าฮวงจุ้ย สิ่งเหล่านี้ล้วนมีรากร่วมกันกับระบบสัญลักษณ์ของศาสตร์อี้จิง พูดง่ายๆ คืออี้จิงเป็นเหมือน "ระบบปฏิบัติการ" ของความคิดแบบจีนโบราณ ที่ศาสตร์อื่นหยิบไปต่อยอด
องค์ประกอบพื้นฐานของอี้จิง
- เส้นหยาง (⚊) เส้นตรงต่อเนื่อง แทนพลังฝ่ายสว่าง แข็ง เคลื่อนไหว
- เส้นหยิน (⚋) เส้นขาดตรงกลาง แทนพลังฝ่ายมืด อ่อน รับ
- ปากั้ว 8 สัญลักษณ์ เกิดจากเส้นหยิน-หยางซ้อนกัน 3 ชั้น ได้ 2 × 2 × 2 = 8 แบบ เช่น เฉียน (ฟ้า) คุน (ดิน) ขั่น (น้ำ) หลี (ไฟ)
- 64 กว้า (卦) เกิดจากการซ้อนปากั้วสองชุด กลายเป็น 6 เส้น ได้ 2 ยกกำลัง 6 = 64 แบบ แต่ละกว้ามีชื่อ คำทำนาย และคำอธิบายรายเส้น
เห็นตัวเลข 2, 8, 64 แล้วคุ้นไหม? คนที่เคยเรียนคอมพิวเตอร์จะนึกถึงบิตและไบต์ทันที นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของการโยงอี้จิงเข้ากับคอมพิวเตอร์ แต่ที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความบังเอิญที่คนสมัยนี้ตั้งข้อสังเกตเอาเอง ก็เพราะ นักคณิตศาสตร์ผู้ทำให้เลขฐานสองเป็นที่รู้จัก เขียนถึงอี้จิงไว้ในชื่อบทความของเขาเองเมื่อกว่า 300 ปีก่อน
หยิน-หยาง 64 กว้า กับเลขฐานสอง เหมือนกันตรงไหน
ก่อนจะเทียบกับอี้จิง ขอปูพื้นเลขฐานสองแบบเร็วๆ ก่อน เลขที่เราใช้ทุกวันเป็นฐานสิบ มีเลขโดด 10 ตัวคือ 0 ถึง 9 พอนับถึงสิบก็ขึ้นหลักใหม่ ส่วนเลขฐานสองมีแค่ 2 ตัวคือ 0 กับ 1 พอนับถึงสองก็ขึ้นหลักใหม่เลย สองจึงเขียนว่า 10 สี่เขียนว่า 100 แปดเขียนว่า 1000 และต่อไปเรื่อยๆ
คอมพิวเตอร์ชอบเลขฐานสองเพราะมันตรงกับสิ่งที่วงจรไฟฟ้าทำได้ง่ายที่สุด คือ "มีไฟ" กับ "ไม่มีไฟ" เหมือนสวิตช์ไฟในบ้านที่เปิดหรือปิดได้แค่สองแบบ ลองนึกภาพตอนคุณพิมพ์คำว่า "สวัสดี" ส่งหาเพื่อนใน LINE ข้อความ 6 ตัวอักษรนี้จะถูกเก็บเป็นข้อมูลแบบ UTF-8 ตัวละ 3 ไบต์ รวม 18 ไบต์ หรือเลข 0 กับ 1 เรียงกัน 144 ตัว ทุกสลิปโอนเงิน ทุก QR พร้อมเพย์ ทุกคลิปใน TikTok ก็คือ 0 กับ 1 จำนวนมหาศาลเหมือนกันหมด
จับคู่หยิน-หยางกับ 0-1
ทีนี้ลองกำหนดให้เส้นหยางเป็น 1 และเส้นหยินเป็น 0 แล้วมองกว้าแต่ละตัวเป็นตัวเลข 6 หลัก จะได้ว่า
- กว้าคุน (坤 ดิน) หยินล้วน 6 เส้น = 000000 = 0
- กว้าเฉียน (乾 ฟ้า) หยางล้วน 6 เส้น = 111111 = 63
- กว้าที่เหลืออีก 62 ตัวก็จะกลายเป็นตัวเลขตั้งแต่ 1 ถึง 62 ครบทุกค่า ไม่มีซ้ำ ไม่มีขาด
แผนภาพของเส้ายง: เหตุผลที่ภาพตรงกันเป๊ะ
การมี 64 แบบยังไม่น่าทึ่งเท่าไหร่ เพราะอะไรก็ตามที่มีสองสถานะและมี 6 ตำแหน่ง ก็ได้ 64 แบบเสมอ สิ่งที่ทำให้นักคณิตศาสตร์ยุโรปตื่นเต้นจริงๆ คือ ลำดับการเรียง ของกว้า ในสมัยราชวงศ์ซ่ง นักปราชญ์ชื่อ เส้ายง (邵雍) ได้จัดเรียง 64 กว้าเป็นแผนภาพวงกลมและสี่เหลี่ยม ที่เรียกกันว่าลำดับ "ฟ้าก่อน" (先天 เซียนเทียน) หรือลำดับฝูซี ตามชื่อปฐมกษัตริย์ในตำนานที่เชื่อกันว่าเป็นผู้คิดปากั้ว
เมื่ออ่านกว้าในแผนภาพนี้ไล่ไปทีละตัว จะได้ตัวเลขฐานสองเรียงจาก 0 ขึ้นไปถึง 63 ตามลำดับพอดี ราวกับมีคนนั่งเขียนตารางเลขฐานสองไว้ล่วงหน้าหกร้อยกว่าปีก่อนยุคของไลบ์นิซ แต่ถ้าดูวิธีคิดของเส้ายงจริงๆ เขาไม่ได้ตั้งใจ "นับเลข" เขาใช้หลักจากคัมภีร์อี้จิงเองที่ว่า ไท่จี๋ (太極) ให้กำเนิดสองขั้ว สองขั้วให้กำเนิดสี่ลักษณ์ สี่ลักษณ์ให้กำเนิดแปดกว้า คือการแตกตัวทีละสองเท่าแบบ 1 → 2 → 4 → 8 → 16 → 32 → 64 ซึ่งบังเอิญเป็นตรรกะเดียวกับการขยายหลักของเลขฐานสองพอดี
เหมือนกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ถึงโครงสร้างจะตรงกัน แต่มีความต่างสำคัญอย่างน้อยสามข้อที่คนแชร์มักข้ามไป
- กว้าคือความหมาย ไม่ใช่ปริมาณ กว้าแต่ละตัวแทนสถานการณ์ เช่น "ความยากลำบากในการเริ่มต้น" หรือ "ความสงบรอจังหวะ" ไม่มีใครในจีนโบราณเอากว้ามาบวกลบคูณหารกัน
- ไม่มีแนวคิดค่าประจำหลักแบบเลขคณิต เลขฐานสองมีพลังเพราะหลักที่หนึ่งมีค่า 1 หลักที่สองมีค่า 2 หลักที่สามมีค่า 4 ตามลำดับ แนวคิดนี้ไม่ได้ปรากฏในการใช้งานอี้จิงแบบดั้งเดิม
- การเสี่ยงทายจริงมีมากกว่าสองสถานะ เวลาเสี่ยงทายด้วยเหรียญหรือก้านยาร์โรว์ แต่ละเส้นจะออกมาเป็นเลข 6, 7, 8 หรือ 9 คือหยินเก่า หยางหนุ่ม หยินหนุ่ม และหยางเก่า เส้น "เก่า" คือเส้นที่กำลังจะเปลี่ยนขั้ว นี่คือหัวใจของคำว่า "การเปลี่ยนแปลง" และทำให้ระบบเต็มรูปแบบมีสี่สถานะ ไม่ใช่สอง
ไลบ์นิซ บูเว และจดหมายจากปักกิ่ง อี้จิงเข้ามาเกี่ยวตอนไหน
ตัวเอกของเรื่องนี้คือ ก็อทฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ (1646–1716) นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน คนเดียวกับที่คิดแคลคูลัสในยุคเดียวกับนิวตัน อีกคนคือ โจอาคิม บูเว บาทหลวงเยซูอิตชาวฝรั่งเศสที่รับราชการในราชสำนักจักรพรรดิคังซีที่ปักกิ่งนานกว่าสี่ทศวรรษ ทั้งสองแลกจดหมายกันอย่างน้อย 15 ฉบับระหว่างปี 1697–1707 ซึ่งปัจจุบันมีโครงการแปลและเผยแพร่โดย Swarthmore College ให้อ่านได้ฟรี
ลองดูลำดับเหตุการณ์จริงตามหลักฐาน แล้วจะเห็นว่าเรื่องไม่ได้ง่ายแบบ "ไลบ์นิซอ่านอี้จิงแล้วคิดเลขฐานสองออก"
- 15 มี.ค. 1679 ไลบ์นิซเขียนต้นฉบับ De Progressione Dyadica อธิบายการแปลงเลขฐานสิบเป็นฐานสอง การบวก ลบ คูณ หาร และยังร่างแนวคิดเครื่องคำนวณฐานสองไว้ด้วย ช่วงนี้เขายังไม่รู้จักแผนภาพ 64 กว้าเลย
- 1697 บูเวได้อ่านหนังสือ Novissima Sinica ที่ไลบ์นิซเป็นบรรณาธิการ แล้วเริ่มเขียนจดหมายติดต่อ
- 15 ก.พ. 1701 ไลบ์นิซเขียนจดหมายอธิบายหลักเลขฐานสองให้บูเว พร้อมตารางตัวเลข
- 4 พ.ย. 1701 บูเวตอบจากปักกิ่ง แนบภาพพิมพ์แกะไม้แผนภาพ 64 กว้าลำดับฝูซีของเส้ายง และชี้ว่ามันตรงกับระบบของไลบ์นิซ
- 1 เม.ย. 1703 จดหมายถึงมือไลบ์นิซหลังเดินทางอ้อมผ่านอังกฤษ ใช้เวลาราว 17 เดือน
- 7 เม.ย. 1703 ภายในราวหนึ่งสัปดาห์ ไลบ์นิซส่งบทความ Explication de l'Arithmétique Binaire ไปตีพิมพ์กับราชบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศส ชื่อเต็มพ่วงท้ายว่าเลขฐานสองช่วยไขความหมายของ "รูปสัญลักษณ์โบราณของฝูซี" (เล่มพิมพ์ออกจริงในปี 1705)
จากลำดับนี้จะเห็นว่าไลบ์นิซคิดเลขฐานสองไว้ก่อนเห็นอี้จิงกว่า 20 ปี นักวิชาการยังพบด้วยว่าในช่วงเริ่มต้นเขาได้รับอิทธิพลจากงานของ แอร์ฮาร์ด ไวเกิล อาจารย์ชาวเยอรมันของเขาเอง ที่ตีพิมพ์งานเกี่ยวกับระบบตัวเลขในปีเดียวกันคือ 1679 อี้จิงจึงไม่ใช่แรงบันดาลใจตั้งต้น แต่เป็น ตัวเร่ง ที่ทำให้งานซึ่งเก็บไว้ในลิ้นชักมานานถูกตีพิมพ์ในที่สุด
ทำไมไลบ์นิซถึงตื่นเต้นกับอี้จิงขนาดนั้น
ในยุคนั้น คนรอบตัวไลบ์นิซมองเลขฐานสองเป็นของเล่นทางคณิตศาสตร์ที่เอาไปใช้จริงไม่ได้ เพราะตัวเลขยาวเหยียด เขียนลำบาก ตัวไลบ์นิซเองก็เคยเขียนว่า ฐานสองเหมาะกับทฤษฎี ส่วนฐานสิบหกเหมาะกับการใช้งาน สิ่งที่เขาต้องการคือเหตุผลดีๆ ที่จะทำให้คนสนใจ และแผนภาพจากเมืองจีนก็มาถึงพอดี
อีกเหตุผลคือความเชื่อทางศาสนา ไลบ์นิซมองว่า 0 คือ "ความว่างเปล่า" และ 1 คือ "พระเจ้า" การสร้างทุกจำนวนจาก 0 กับ 1 จึงเป็นภาพเปรียบของการที่พระเจ้าสร้างโลกจากความว่างเปล่า เมื่อเห็นว่าฝูซีปราชญ์โบราณของจีนก็ใช้ระบบเดียวกัน เขาจึงสรุปว่าคนจีนโบราณเคยเข้าใจความจริงสากลข้อนี้ แล้วคนรุ่นหลังลืมไป ข้อสรุปข้อหลังนี้นักประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์ปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และมองว่าความตรงกันนี้เป็นความสอดคล้องเชิงรูปแบบเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าคนจีนโบราณใช้เลขฐานสองในการคำนวณ
จากเลขฐานสองถึงคอมพิวเตอร์ ยังขาดอีกหลายชิ้นส่วน
สมมติว่าเรายกเครดิตเลขฐานสองให้อี้จิงไปทั้งหมด คำถามต่อมาคือ มีแค่เลขฐานสองแล้วได้คอมพิวเตอร์เลยหรือเปล่า? คำตอบคือไม่ใช่ เปรียบง่ายๆ เหมือนข้าวสวยกับข้าวผัดกะเพรา ข้าวเป็นวัตถุดิบหลักก็จริง แต่ถ้าไม่มีกระทะ ไม่มีไฟ ไม่มีสูตร และไม่มีคนผัด ข้าวก็ไม่กลายเป็นกะเพราเอง เลขฐานสองคือข้าว ส่วนคอมพิวเตอร์คือจานที่ต้องใช้อีกหลายองค์ประกอบมาประกอบกัน
ชิ้นส่วนสำคัญที่ทำให้คอมพิวเตอร์เกิดขึ้นได้
- เลขฐานสอง วิธีเขียนทุกจำนวนด้วย 0 กับ 1 ซึ่งไลบ์นิซทำให้เป็นระบบและเผยแพร่ในปี 1703
- ตรรกะแบบบูลีน จอร์จ บูล นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ตีพิมพ์งานในปี 1854 ที่เปลี่ยนการให้เหตุผลแบบ "จริง/เท็จ" ให้กลายเป็นพีชคณิต ด้วยตัวดำเนินการอย่าง AND, OR, NOT
- ทฤษฎีการคำนวณ แอลัน ทัวริง เสนอแบบจำลองเครื่องจักรที่คำนวณได้ทุกอย่างที่คำนวณได้ในปี 1936
- วงจรสวิตช์ คลอด แชนนอน เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่ MIT ในปี 1937 ชื่อ A Symbolic Analysis of Relay and Switching Circuits แสดงว่าวงจรรีเลย์และสวิตช์สามารถคำนวณตรรกะบูลีนได้ งานนี้ต่อยอดจากงานของวิศวกรญี่ปุ่น อากิระ นากาชิมะ และกลายเป็นรากฐานของการออกแบบวงจรดิจิทัลทั้งหมด
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่หลอดสุญญากาศ ทรานซิสเตอร์ (1947) ไปจนถึงชิปที่บรรจุทรานซิสเตอร์นับพันล้านตัวในมือถือของเรา
มีเกร็ดที่น่าสนใจด้วยว่า คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ยุคแรกอย่าง ENIAC (1945) ยังคำนวณด้วยเลขฐานสิบอยู่เลย แปลว่าแม้แต่ในศตวรรษที่ 20 การใช้เลขฐานสองก็ยังไม่ใช่ทางเดียวที่ทุกคนเลือก ที่วงการหันมาใช้ฐานสองเป็นมาตรฐาน เป็นเพราะเหตุผลทางวิศวกรรมเรื่องความง่ายและความเสถียรของวงจรสองสถานะ ไม่ได้มาจากการอ่านคัมภีร์โบราณ
เมื่อมองภาพรวมแบบนี้ จะเห็นว่าระยะห่างระหว่างแผนภาพของเส้ายงในศตวรรษที่ 11 กับคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ไม่ได้เป็นเส้นตรงเส้นเดียว แต่เป็นใยแมงมุมของความรู้หลายสาขาที่มาบรรจบกัน
คอมพิวเตอร์ "เกิดได้เพราะอี้จิง" จริงไหม? ตัดสินด้วยหลักฐาน
มาถึงคำถามหลักของบทความ ลองแยกเป็นข้อๆ ระหว่างสิ่งที่แชร์กันกับสิ่งที่หลักฐานบอก
- ความเชื่อ ไลบ์นิซคิดเลขฐานสองจากการอ่านอี้จิง
หลักฐาน เขามีต้นฉบับเรื่องเลขฐานสองตั้งแต่ปี 1679 เห็นแผนภาพอี้จิงครั้งแรกในปี 1703 - ความเชื่อ คนจีนโบราณใช้เลขฐานสองคำนวณมาตั้งแต่สามพันปีก่อน
หลักฐาน ไม่พบหลักฐานว่าใช้กว้าในการนับหรือคำนวณแบบค่าประจำหลัก การจัดเรียงที่ตรงกับเลขฐานสองมาจากเส้ายงในศตวรรษที่ 11 - ความเชื่อ คอมพิวเตอร์ทำงานด้วยหลักหยิน-หยาง
หลักฐาน คอมพิวเตอร์ทำงานด้วยวงจรสวิตช์ตามตรรกะบูลีน 0 กับ 1 ในคอมพิวเตอร์คือสถานะทางไฟฟ้า ไม่ได้มีความหมายเชิงปรัชญา - เรื่องจริง โครงสร้างคณิตศาสตร์ของ 64 กว้าตรงกับเลขฐานสอง 6 หลักจริง และแผนภาพของเส้ายงเรียงไว้ก่อนยุคไลบ์นิซกว่า 600 ปี
- เรื่องจริง อี้จิงมีส่วนจริงในประวัติศาสตร์ เพราะเป็นแรงผลักให้ไลบ์นิซตีพิมพ์บทความเลขฐานสองที่โลกตะวันตกอ้างอิงกันต่อมา
ถ้าจะสรุปให้แฟร์ที่สุด อี้จิงไม่ใช่ "พ่อ" ของคอมพิวเตอร์ แต่เป็นเหมือน ญาติผู้ใหญ่ที่หน้าตาเหมือนกันอย่างน่าทึ่ง และบังเอิญได้ไปยืนอยู่ในเหตุการณ์สำคัญตอนที่เลขฐานสองถูกประกาศสู่โลก การพูดว่า "คอมพิวเตอร์เกิดได้เพราะอี้จิง" จึงเกินจริง ส่วนการพูดว่า "อี้จิงมีตรรกะแบบสองขั้วที่ล้ำยุคและเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของเลขฐานสอง" นั้นถูกต้องและน่าภูมิใจพอแล้ว
ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าระบบทั้งสองเหมือนและต่างกันตรงไหน
| ประเด็น | อี้จิง | เลขฐานสองในคอมพิวเตอร์ |
|---|---|---|
| หน่วยพื้นฐาน | เส้นหยาง (เต็ม) และเส้นหยิน (ขาด) | บิต มีค่า 1 หรือ 0 |
| การรวมกลุ่ม | 3 เส้น = ปากั้ว 8 แบบ, 6 เส้น = 64 กว้า | 8 บิต = 1 ไบต์ ได้ 256 ค่า |
| จำนวนสถานะจริง | สองขั้วในโครงสร้าง แต่การเสี่ยงทายมีสี่สถานะ (6, 7, 8, 9) | สองสถานะเท่านั้น |
| ความหมายของสัญลักษณ์ | แต่ละกว้าแทนสถานการณ์ชีวิตและธรรมชาติ | แต่ละค่าแทนตัวเลข ตัวอักษร หรือคำสั่ง ตามที่กำหนด |
| ค่าประจำหลัก | ไม่ได้ใช้ในการตีความดั้งเดิม | หัวใจของระบบ หลักถัดไปมีค่าเป็นสองเท่า |
| จุดประสงค์ | เสี่ยงทาย ปรัชญา การตัดสินใจ | เก็บข้อมูลและคำนวณ |
| หัวใจของระบบ | "การเปลี่ยนแปลง" ของเส้นจากขั้วหนึ่งไปอีกขั้ว | ความเสถียร ค่าต้องไม่เปลี่ยนเอง |
| ยุคที่เกิด | รากเกือบ 3,000 ปี แผนภาพเส้ายงราวศตวรรษที่ 11 | ไลบ์นิซตีพิมพ์ 1703 วงจรดิจิทัลจากงานแชนนอน 1937 |
ศาสตร์อี้จิงในชีวิตคนไทยยุคใหม่ ใช้อย่างไรให้ไม่งมงาย
ถ้าอี้จิงไม่ได้ให้กำเนิดคอมพิวเตอร์ แล้วศาสตร์อี้จิงยังมีประโยชน์อะไรกับคนยุคนี้? ที่จริงคนไทยใกล้ชิดกับอี้จิงมากกว่าที่คิด ใบเซียมซีที่เราเขย่าตามศาลเจ้า แผ่นปากั้วที่ติดเหนือประตู การดูทิศบ้านตามหลักฮวงจุ้ย หรือการดูดวงจีนช่วงตรุษจีน ล้วนใช้ภาษาสัญลักษณ์ชุดเดียวกับอี้จิงทั้งนั้น ต่างกันแค่ว่าเราเข้าใจรากของมันหรือแค่ทำตามกันมา
คุณค่าที่แท้จริงของอี้จิงอยู่ที่ กรอบคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลง ทุกสถานการณ์มีทั้งด้านหยินและหยาง ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง สิ่งที่ถึงจุดสูงสุดจะเริ่มกลับขั้ว เส้นหยางเก่าจะกลายเป็นหยิน เส้นหยินเก่าจะกลายเป็นหยาง นี่คือมุมมองที่ช่วยให้คนตั้งสติกับทั้งช่วงขาขึ้นและขาลงของชีวิต
ตัวอย่าง: ใช้อี้จิงเป็นเครื่องมือคิด ไม่ใช่เครื่องมือแทนการคิด
สมมติว่าเจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ ในเชียงใหม่กำลังลังเลว่าจะเปิดสาขาที่สองดีไหม เขาตั้งคำถามแล้วเสี่ยงได้กว้าที่ 3 "จุน" (屯) ซึ่งว่าด้วยความยากลำบากในช่วงเริ่มต้น เหมือนต้นอ่อนที่กำลังดันตัวพ้นดิน แนวทางที่งมงายคือตีความว่า "ดวงไม่ดี ห้ามเปิด" แล้วจบแค่นั้น
แต่แนวทางแบบมีเหตุผลคือใช้กว้าเป็นกระจกสะท้อนคำถามที่ควรถามตัวเอง เช่น เงินทุนสำรองพอสำหรับช่วงเริ่มต้นที่ยากไหม มีทีมงานที่ไว้ใจได้ช่วยดูแลหรือยัง ทำเลใหม่มีข้อมูลยอดคนเดินผ่านจริงหรือเปล่า แล้วตัดสินใจจากข้อมูลเหล่านั้น อี้จิงจึงทำหน้าที่ช่วยให้มองรอบด้าน ไม่ใช่สั่งให้ทำหรือไม่ทำ
เริ่มต้นเรียนศาสตร์อี้จิงอย่างเป็นระบบ
- เข้าใจแนวคิดหยิน-หยางและห้าธาตุ ซึ่งเป็นภาษาพื้นฐานของศาสตร์จีนทุกแขนง
- จำปากั้วทั้ง 8 พร้อมธาตุ ทิศ และสมาชิกในครอบครัวที่แต่ละตัวแทน
- ฝึกอ่านโครงสร้างกว้า ดูว่ากว้าบนกับกว้าล่างสัมพันธ์กันอย่างไร
- เรียนเรื่องเส้นเปลี่ยน เพราะเป็นตัวบอกทิศทางของสถานการณ์
- นำไปใช้ควบคู่กับข้อมูลจริงเสมอ และต่อยอดสู่ดวงจีนหรือฮวงจุ้ยที่ใช้รากเดียวกัน
ใครอยากเรียนแบบมีผู้สอนวางพื้นฐานให้ สามารถดูหลักสูตรของ Horo Academy หรืออ่านบทความศาสตร์จีนอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่หน้าบทความ และถ้ามีข้อสงสัยทั่วไป ลองดูที่หน้าคำถามที่พบบ่อยก่อนได้เลย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอี้จิง
อี้จิง (易經) หรือคัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นคัมภีร์โบราณของจีนที่มีรากย้อนไปเกือบสามพันปี ประกอบด้วย 64 กว้า ซึ่งเกิดจากเส้นหยินและเส้นหยางซ้อนกัน 6 เส้น ใช้ทั้งในการเสี่ยงทายและเป็นคัมภีร์ปรัชญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและชีวิต และเป็นรากของศาสตร์จีนหลายแขนง เช่น ปากั้ว ดวงจีน และฮวงจุ้ย
เกี่ยวข้องจริงในแง่โครงสร้างและประวัติศาสตร์ 64 กว้าตรงกับเลขฐานสอง 6 หลักพอดี และแผนภาพของเส้ายงเรียงกว้าได้ตรงกับเลข 0 ถึง 63 ตามลำดับ แต่คอมพิวเตอร์ไม่ได้เกิดจากอี้จิงโดยตรง เพราะยังต้องอาศัยตรรกะบูลีน ทฤษฎีการคำนวณ วิทยานิพนธ์ของคลอด แชนนอน และวิศวกรรมไฟฟ้าอีกหลายชั้น
ไม่ใช่ ไลบ์นิซเขียนต้นฉบับเรื่องเลขฐานสองไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1679 และเพิ่งได้เห็นแผนภาพ 64 กว้าจากบาทหลวงโจอาคิม บูเวในปี 1703 อี้จิงจึงเป็นตัวยืนยันที่ทำให้เขาตื่นเต้นและรีบตีพิมพ์บทความเลขฐานสองในปีนั้น ไม่ใช่แรงบันดาลใจตั้งต้น
ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าอี้จิงทำนายอนาคตได้แม่นยำ แนวทางที่ Horo Academy แนะนำคือใช้อี้จิงเป็นกรอบคิดช่วยมองสถานการณ์รอบด้าน ตั้งคำถามกับตัวเอง และประเมินจังหวะเวลา แล้วตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลจริงควบคู่กัน ไม่ใช่ใช้แทนการคิด
อี้จิงใช้การเสี่ยงทายเพื่อตอบคำถามเฉพาะเรื่องในช่วงเวลานั้น ส่วนดวงจีนปาจื่อหรือดวงสี่เสาใช้วัน เดือน ปี และเวลาเกิดมาวิเคราะห์ธาตุและพื้นดวงของคนคนหนึ่งตลอดชีวิต ทั้งสองศาสตร์ใช้ภาษาหยิน-หยางและห้าธาตุร่วมกัน เข้าใจศาสตร์หนึ่งจะช่วยให้เรียนอีกศาสตร์ได้ง่ายขึ้น
เริ่มได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานภาษาจีนหรือคณิตศาสตร์ ควรเริ่มจากแนวคิดหยิน-หยางและห้าธาตุ จากนั้นจำปากั้วทั้ง 8 ฝึกอ่านโครงสร้างกว้า แล้วจึงเรียนเรื่องเส้นเปลี่ยน การเรียนกับผู้สอนที่วางพื้นฐานเป็นระบบจะช่วยให้เข้าใจเร็วขึ้นและนำไปใช้ได้อย่างมีเหตุผล
สรุป เข้าใจอี้จิงกับคอมพิวเตอร์ให้ถูกต้อง
"คอมพิวเตอร์เกิดได้เพราะอี้จิง" เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องจริงที่ถูกเล่าเกินจริง ความจริงคือโครงสร้าง 64 กว้าตรงกับเลขฐานสองแบบน่าทึ่ง แผนภาพของเส้ายงเรียงไว้ล่วงหน้าหลายร้อยปี และอี้จิงมีส่วนจริงในวันที่ไลบ์นิซประกาศเลขฐานสองสู่โลก แต่ไลบ์นิซคิดเลขฐานสองได้ก่อนเห็นอี้จิง และคอมพิวเตอร์ยังต้องอาศัยความรู้อีกหลายสาขากว่าจะเกิดขึ้นได้
การรู้ข้อเท็จจริงแบบนี้ไม่ได้ทำให้ศาสตร์อี้จิงด้อยค่าลง ตรงกันข้าม มันช่วยให้เราภูมิใจในสิ่งที่ถูกต้อง คือกรอบคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงและความสมดุลของสองขั้ว ซึ่งยังใช้ได้กับชีวิตและการตัดสินใจของคนยุคนี้ นี่คือหัวใจของการเรียนโหราศาสตร์แบบ "สังคมพยากรณ์สมัยใหม่ ไม่งมงาย"
แหล่งอ้างอิง
- Berkowitz & Cook — The Leibniz–Bouvet Correspondence, Swarthmore College
- History of Information — Leibniz Expounds on Binary Arithmetic for Computing
- PhilIUMM — Overview of De Progressione Dyadica (1679)
- Leibniz — Explanation of Binary Arithmetic (1703), English translation (PDF)
- EPFL Graph Search — A Symbolic Analysis of Relay and Switching Circuits (Claude Shannon, 1937)



